โดย ศจ.สยาม ม่วงศักดิ์ เลขาธิการสภาคริสตจักรในประเทศไทย
“ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” เป็นความต้องการของทุกคริสตจักร องค์การ หรือแม้กระทั่งประเทศชาติ
ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หมายความว่าอย่างไร?
– การมีเป้าหมายอย่างเดียวกัน
– การมีความเชื่ออย่างเดียวกัน
– ความร่วมมือร่วมใจในการทำงานเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ
ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นสิ่งดีหรือไม่?
พระธรรมสดุดี 133:1 “ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วนกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดี และน่าชื่นใจมากสักเท่าใด”
ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นการดี และน่าชื่นใจ
ความไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นสิ่งที่ไม่ดี และไม่น่าชื่นใจ
สดุดี 133 นักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นว่า กษัตริย์ดาวิดเป็นผู้ประพันธ์ กษัตริย์ดาวิดเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีประเทศอิสราเอลมา ท่านเป็นเพียงเด็กเลี้ยงแกะกลางทุ่งนาที่พระเจ้าทรงเลือกและทรงเรียกให้เป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล ท่านเป็นกษัตริย์นักรบ รบที่ไหนชนะหมด มีอาณาเขตกว้างใหญ่ แต่น่าเสียใจที่ท่านล้มเหลวในการปกครองครอบครัว ครอบครัวแตกแยก นั่นเป็นเพราะท่านได้กระทำความบาปต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการทำผิดพระบัญญัติ ล่วงประเวณีผัวเมียเขา เอาภรรยาของเพื่อนบ้านมาเป็นภรรยาของตน อีกทั้งท่านมีภรรยาหลายคน ทั้งลูก และภรรยาเหล่านั้นก็ทะเลาะเบาะแว้งกัน ลูกที่เกิดกับภรรยาคนหนึ่งก็หลับนอนกับภรรยาอีกคนหนึ่ง (2 ซามูเอล 16:20-22) พี่จะข่มขืนน้องสาวต่างมารดา พี่ฆ่าน้องต่างมารดา (2 ซามูเอล บทที่ 13-14) ลูกจะฆ่าพ่อคือกษัตริย์ดาวิด (2 ซามูเอล บทที่ 15-18)
กษัตริย์ดาวิดประพันธ์เพลงนี้ เมื่อยืนอยู่ระเบียบหน้าต่างพระราชวังมองออกไปเห็นชาวอิสราเอลเดินจูงมือถือแขนระหว่างพ่อแม่ไปยังพระวิหาร เพื่อนมัสการพระเจ้า เป็นภาพครอบครัวที่มีความรัก ความอบอุ่น เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ตรงกันข้ามกับครอบครัวของตนเอง มีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง ชิงดี ชิงเด่น อยากเป็นใหญ่ เป็นโต คิดแล้วเศร้า น้ำตาไหล ท่านจึงพูดว่า “ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดี และน่าชื่นใจมากสักเท่าใด”
ซาตานเป็นผู้ที่ขัดขวางพระเจ้า โดยเฉพาะการทำให้คนของพระเจ้าแตกแยก ซาตานทำงาน 24 ชั่วโมง และพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างความแตกแยกในทุกที่ที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
กษัตริย์ดาวิดได้เปรียบภาพความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันใน พระธรรมสดุดี 133:1-3 ไว้ 2 ภาพ
ภาพที่ 1 ข้อ 2 เป็นภาพการเจิมตั้งปุโรหิต คือ อาโรน ผู้เจิมตั้งคือโมเสส อาโรนเป็นพี่ชายของโมเสส แต่คุกเข่าให้น้องชายทำพิธีแต่งตั้ง ภาพที่ปรากฏจึงเป็นภาพของการยอมถ่อมตัวลงร่วมรับใช้ น้ำมันหอมที่ใช้ในการเจิมจึงไหลลงจากศีรษะ มาหนวด เครา และร่างกายจรดปลายเท้า ทำให้เกิดกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย แต่ถ้าอาโรนซึ่งเป็นพี่ไม่ยอมน้อง ภาพนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น
ภาพนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จะเกิดขึ้นได้ทุกคนในคริสตจักร / องค์การจะต้องยอม ถ่อมตัว ถ่อมใจ ร่วมกันรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า แม้เราจะมีวัยวุฒิ / คุณวุฒิสูงกว่า พระเจ้าทรงให้ ทุกคนร่วมรับใช้ตามขนาดของประทานที่ได้รับ
ท่านเปาโล ได้อธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของทุกคนที่ร่วมรับใช้ในพระวรกายของ พระเยซูคริสต์ (1 โครินธ์ 12:12-27)
ภาพที่ 2 ข้อ 3 เป็นภาพน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน ที่อยู่ตอนเหนือของประเทศอิสราเอล ไหลมารวมกันบนภูเขาศิโยน เป็นที่มาของแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งใช้หล่อเลี้ยงทั้งคน พืช สัตว์ ในประเทศที่แห้งแล้ง เช่นอิสราเอล
น้ำค้างหยดเล็กๆ หยดเดียวไม่มีค่า ไม่มีพลัง แต่น้ำค้างหยดเล็กๆ หลายหยดมาหลอมรวมกันก็กลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่มีคุณค่า มีพลัง เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ทั้งมนุษย์ พืช และสัตว์ ทำให้แผ่นดินที่แห้งแล้ง เกิดความสดชื่น มีชีวิตชีวา อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญของการเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกันคือ “คน”
พระเยซูคริสต์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พระองค์จึงทรงอธิษฐาน ทูลขอต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ในพระธรรมยอห์น 17:1-26
ยอห์น 17:1-5 อธิษฐานเพื่อพระองค์ จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระบิดา
ยอห์น 17:6-19 อธิษฐานเพื่อโลก ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ยอห์น 17:20-26 อธิษฐานเพื่อสาวก ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
มีคริสตจักรแห่งหนึ่ง มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างยิ่ง วันหนึ่ง ผู้นำคริสตจักร 2 คน เกิดขัดแย้งกัน และผลการขัดแย้งได้ขยายไปสู่ครอบครัวของทั้งสอง และขยายไปสู่เพื่อนของทั้งสองคน และขยายผลไปทั่วทั้งคริสตจักร แรกๆ ก็เพียงแต่เกิดเหตุการณ์ว่า ถ้าผู้นำคนหนึ่งได้นำ หรือเทศนา หรือมีบทบาทในคริสตจักร อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่เข้าร่วม ต่อมาก็กลายเป็นไม่มาคริสตจักรเลย
ความทุกข์ก็เกิดขึ้นกับศิษยาภิบาล จะทำอย่างไร เทศนาเรื่องความรักก็แล้ว เทศนาเรื่องความเป็นเอกภาพก็แล้ว จนไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาเทศนา สมาชิกก็ยังไม่ยอมกลับเข้ามาคริสตจักร จึงได้อธิษฐานทูลขอการช่วยเหลือจากองค์พระผู้เป็นเจ้า
ศิษยาภิบาลจึงเขียนจดหมายเชิญสมาชิกทุกคนให้มาร่วมนมัสการพระเจ้า เพื่อไว้อาลัยให้ “สมาชิกที่เรารัก” ซึ่งได้ล่วงหลับไป เมื่อสมาชิกทุกคนได้รับจดหมายก็สอบถามกันว่า “สมาชิกที่เรารัก” คือใครได้ล่วงหลับไป แต่ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบได้
พอถึงวันอาทิตย์ทุกคนก็ไปคริสตจักร แต่ไม่ยอมทักทายซึ่งกันและกัน ศิษยาภิบาลเทศนาก็ไม่ตั้งใจฟัง เมื่อเทศนาจบ ศิษยาภิบาลก็เชิญสมาชิกให้ออกมาคารวะที่โลงศพ ซึ่งตั้งไว้หน้าธรรมมาสทีละคน จนถึงคนสุดท้าย
ศิษยาภิบาลจึงถามว่า ท่านได้คารวะผู้ที่เรารัก ซึ่งได้ล่วงหลับไปหรือยัง ปรากฏมีชายคนหนึ่งลุกขึ้นพูดด้วยเสียงดังว่า “ไม่เห็นมีใครในโลงศพ มีแต่หน้าของผมในนั้น” ศิษยาภิบาลจึงตอบว่า “คริสตจักรของเราคือท่านทั้งหลาย หากท่านแตกแยก และไม่มีใครมาโบสถ์ เราก็ควรปิดโบสถ์มิใช่หรือ” และขยายความต่อไปอีกพอสมควร
สมาชิกได้ฟังก็ร้องไห้ หันหน้าเข้าหากัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน และคงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน


